เสน่ห์ชั่วนิรันดร

 


เสน่ห์ชั่วนิรันดร


เรื่อง เลี่ยวจิ้งเหวิน (ภรรยาของศีว์เปยหง)

นิตยสารภาพจีน
ปีที่ 7 ฉบับที่ 82 สิงหาคม 2537


     

      อนุสรณ์สถานศีว์เปยหง ณ ถนนเป่ยต้าเจ ย่านซินเจโข่วในกรุงปักกิ่งนั้น ด้วย
“เสน่ห์ชั่วนิรันดร” ของอนุสรณ์สถานนี้ จึงเป็นที่ดึงดูดใจของผู้ชมทั้งชาวจีนและ
ชาวต่างประเทศจำนวนมาก ในอนุสรณ์สถานฯ เก็บรักษาผลงานจิตรกรรมศีว์เปยหง
ไว้กว่า 1,000 ภาพ ขณะที่ดิฉันเดินชมภาพวาดเหล่านี้อยู่ในห้องแสดงด้วยฝีก้าวช้าๆ
ทุกครั้ง เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตได้แวบขึ้นในสมองของดิฉันอย่างแจ่มชัด
มีชีวิตชีวา พลันความยากลำบากที่สุดจะพรรณนาได้ในชีวิตของศีว์เปยหงก็ผุดขึ้นใน
หัวใจอันขมขื่นของดิฉัน

       บ้านเล็กๆ และเรียบง่ายหลังหนึ่งในตำบลฉิถิงเฉียว เมืองอี้ซิง มณฑลเจียงซู
เป็นสถานที่ที่ดิฉันไม่อาจจะลืมเลือนได้ตลอดชีวิต ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1895
ศีว์เปยหงได้ถือกำเนิดขึ้น  ณ ที่แห่งนี้ ด้วยการอบรมบ่มสอนของบิดา ศีว์เปยหงจึงได้
พากเพียรเรียนหนังสือและหัดวาดภาพตั้งแต่เด็ก ขณะเดียวกัน เขายังต้องช่วยพ่อแม่
ทำไร่ทำนา จับปลา หาฟืนและทำงานบ้านต่างๆ บิดาถึงแก่กรรมเร็วกว่าเวลาอันควร

       เมื่อศีว์เปยหงอายุ 19 ปี เขาก็ต้องออกจากถิ่นกำเนิด ระเหเร่ร่อนไปสู่นคร
เซี่ยงไฮ้โดยไม่มีญาติมิตรช่วยเหลือ ต้องใช้ชีวิตอดๆ อยากๆ หลายปี ครั้งหนึ่งเขา
ได้ส่งภาพวาดไปให้สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง บังเอิญคังโหย่วเหวยกับบุคคลชั้นสูงบางคน
ในปลายสมัยราชวงศ์ชิงได้เห็นภาพวาดของเขา และมองเห็นความสามารถของจิตรกร
เอกในอนาคตผู้นี้ ต่างก็กล่าวชมเชยเขา ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงมีโอกาสไปเรียนต่อที่
ประเทศญี่ปุ่น

        ในปีค.ศ.1919 ศีว์เปยหงได้เดินทางไปฝรั่งเศสและสอบเข้าโรงเรียนวิจิตร
ศิลป์ชั้นสูงของรัฐบาลในกรุงปารีส ด้วยชีวิตความเป็นอยู่อันยากจนข้นแค้น เขา
พยายามศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาแห่งนี้อยู่ถึง 8 ปี จนมีความชำนาญในการ
เสก็ตซ์ภาพแบบตะวันตก ทำให้เขากลายเป็นนักปฏิรูปวิธีวาดภาพที่สืบทอดมาแต่
โบราณของจีน และยังเป็นผู้ริเริ่มการวาดภาพสีน้ำมันในประเทศจีน เขาได้อุทิศตน
ให้แก่การศึกษาด้านวิจิตรศิลป์ของจีนตลอดชีวิต และเป็นผู้ริเริ่มสร้างระบบการสอน
วิจิตรศิลป์ที่มีประสิทธิภาพสูง ก่อนที่จะถึงแก่กรรม เขาดำรงตำแหน่งอธิการบดี
วิทยาลัยวิจิตรศิลป์แห่งชาติจีน ได้อบรมบ่มเพาะบุคลากรด้านวิจิตรศิลป์ที่ดีเด่น
ออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้ก่อตัวขึ้นเป็นสำนักจิตรกรรมศีว์เปยหงที่มีพื้นฐานมั่นคง
และเกิดบทบาทอันใหญ่หลวงขึ้นในวงการวิจิตรศิลป์ของจีนจนถึงทุกวันนี้

         เนื่องจากศีว์เปยหงทำงานหนักและเหน็ดเหนื่อยเกินไป เขาจึงล้มเจ็บและ
ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ.1953 สิริรวมอายุได้เพียง 58 ปีเท่านั้น ซึ่งอยู่ในวัยที่ยังไม่
สมควรจากโลกนี้ไป ศีว์เปยหงเน้นให้ภาพที่วาดต้องเหมือนจริงและมีชีวิตชีวา วิธี
วาดภาพแบบจีนกับแบบตะวันตกต้องประสานกัน จากผลงานของเขาได้แสดงให้เห็น
ถึงความคิดทางศิลปะที่ว่า เอาของโบราณมารับใช้สมัยใหม่ เอาของต่าง
ประเทศมารับใช้จีน
ผลงานของศีว์เปยหงหลายชิ้น เช่น



ปู่โง่ย้ายภูเขา” ได้รับการยกย่องว่าเป็นจิตรกรรมอมตะ

 



“ม้าห้อ” (วาดเมื่อปี ค.ศ. 1941)
เป็นภาพม้ากำลังเผ่นทะยานที่วาดให้เห็นทางด้านหน้า
ลักษณะของม้างามสง่าแข็งปราดเปรียวโครงสร้างของตัวม้าก็เหมาะสม
ผู้ชมจึงนิยมกันทั่วไป

 



“เลี่ยวจิ้งเหวิน” (วาดเมื่อปี ค.ศ. 1943)
เป็นภาพเสก็ตซ์ที่วาดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1943 ซึ่งเป็นวันก่อนวันเกิดของดิฉัน
ตอนนั้น ดิฉันกำลังตกอยู่ในความรัก ศีว์เปยหงใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็วาดเสร็จ
ภาพนี้ได้วาดใบหน้าและความในใจของดิฉันออกมาเหมือนจริงในสมัยนั้นไม่มีผิด
เวลานี้ดิฉันมีอายุ 70 กว่าปีแล้ว แต่เมื่อหวนระลึกถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา
ดิฉันก็ยังจำได้อย่างแม่นยำว่า เวลาศีว์เปยหงจับดินสอถ่านวาดภาพดิฉันนั้น
เขาใจจดใจจ่อและสายตาของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความรักที่มีต่อดิฉันเพียงไร
วัยสาวของดิฉันได้ผ่านพ้นไปแล้วโดยไม่มีวันจะหวนกลับมาอีก ช่างน่าเสียดายและอาลัยอาวรณ์เหลือเกิน!