อิคคิว ซัง ตอนที่ 2

 


อิคคิว ซัง (ตอนที่2)

แปลและเรียบเรียงโดยสุขุมาลย์

       ความเป็นคนยอกย้อนของอิคคิวดังกระฉ่อนจากปากต่อปากและจากปากต่อปากแล้วเรื่องราวของอิคคิวก็ดังไปจนถึง เมืองหลวงเข้าจนได้...โชกุน ซามะ จึงมีบัญชาให้โอโช่ซังพาอิคคิวมาเข้าเฝ้าที่พระราชวังหลวง..เมื่อโอโช่ซังกับอิคคิว เข้าไปนั่งในท้องพระโรงแล้ว โชกุนซามะ ก็ชี้ให้อิคคิวดู .. เบียวบุ..(ม่านไม้)ที่มีรูปเสือวาดไว้อย่างสวยงามที่วางตั้ง อยู่ข้าง ๆพระองค์แล้วตรัสว่า.."อิคคิว เสือที่อยู่ใน..เบียวบุ..อันนี้..ออกมาเพ่นพ่านให้เป็นที่รำคาญใจข้าทุกวันทุกคืน ข้าให้เป็นเดือดร้อนใจ..ส่า ส่า..ช่วยจับเสือตัวนี้มัดให้ข้าหน่อย..ท่านอิคคิว!! " อาร้า..ท่านโชกุน..ไหงทรงรับสั่งแปลก แบบนี้หละ ??? โอโช่ซังกับพวกขุนนางในที่นั้นผงะด้วยความตกใจที่ท่านโชกุน ซามะตรัสแบบนั้น แต่อิคคิวกลับ นั่งหัวเราะร่วนด้วยความถูกใจในคำสั่งของท่านโชกุน..เป็นที่สุด

       " ขอรับสนองตามคำบัญชาด้วยความเต็มใจ...ท่านโชกุน " อิคคิวตอบออกไปทันควันอย่างไม่ต้องคิด...เหตุอันนี้ จึงทำให้ท่านโชกุน ทรงพิโรธจึงทรงตรัสว่า "ท่านตอบรับง่าย ๆว่าทำได้แบบนี้..ท่านอิคคิว !!! ถ้าเถิดท่านทำมิได้. อย่างพูด ..งานนี้ถึงหัวขาดเลยนะจะบอกให้..ท่านอิคคิว!!!!" โฮ่..โฮ่..โฮ่..อิคคิวอันนี้ไม่ใช่ล้อเล่นแล้วนะ..ว่ากันถึง ชีวิตเลยเชียวนะ..โอโช่ซังตกใจสดุ้งโหยงรีบเขยิบไปไกล้ ๆอิคคิว แล้วกระซิบบอกอิคคิวว่า " โฮเร่ โฮเร่..อิวคิว ทำไมถึงได้ตอบรับง่าย ๆแบบนั้น..เสือใน..เบียวบุ..ของท่านโชกุนน่ะ..เป็นแต่รูปภาพ..ทำยังไงก็ผูกมัดมันไม่ได้.หรอก..อิคคิว !!" โอโช่ซังกระซิบเสียงสั่นไปหมดเพราะเป็นห่วงอิคคิว แต่อิคคิวกลับทำหน้าเฉย ๆแล้วกล่าว กับโอโช่ซังว่า " โอโช่ซัง ไม่เป็นไรหรอก..ไม่ต้องเป็นห่วงเรา..เราทำได้..ง่ายนิดเดียว "

       อิคคิวตอบโอโช่ซังแล้วก็ลุกขึ้น..ค่อย ๆเปลื่องจีวรออกจนเหลือแต่ชุดสีขาวด้านใน แล้วเดินไปหยิบเชือกที่พวก ขุนนางเตรียมไว้ให้ มาถือไว้ในมือ..อิคคิวถือเชือกกระชับแน่น แล้วก็ก้าวไปตั้งท่าเตรียมพร้อมหน้า..เบียวบุ..ของ โชกุน ซามะ แล้วอิคคิวก็ตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง " เราพร้อมแล้วท่านโชกุน ซามะ..เราจะจับเสือมัดให้ท่าน เดี๋ยวนี้..แต่ขอเชิญท่านโชกุนนิดนึง..ช่วยเลือกขุนนาง ท่านไหนก็ได้ที่ร่างกายแข็งแรง แล้วออกคำสั่งให้เข้า ไปไล่ต้อนเสือในเบียวบุให้กับเรา..เสือโผล่ออกมาเมื่อไหร่ ?.. เราอิคคิวจะเป็นคนจับเสือมัดให้เรียบร้อยเอง.... ส่า..ส่า..เร็ว ๆ ท่านโชกุน!!!รีบเลือกและสั่งให้ใครก็ได้ ให้เข้าไปไล่เสือออกมาเร็ว ๆ...." พวกขุนนางที่นั่งอยู่. ในที่นั้นทั้งหมดร้อง...เห..ท่านอิคคิว พวกเราไม่เกี่ยวนะ...พวกขุนนางบอกปฏิเสธกันให้เป็นพันระวัน ทุกคน คลานหลบกันให้วูปวาบไปหมด...

       โชกุน ซามะ เห็นพวกขุนนางเดือดร้อนใจและคลานหลบกันให้เป็นพันระวันแบบนั้น ก็ให้นึกสงสาร และ ทรงถูกใจในความคิดแก้ปัญหาที่หลักแหลมและสุด ๆแห่งการ..ตนจิ..(ความคิดเอาตัวรอดเป็นยอดดี )ของอิคคิว " ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า..ข้าขอยอมแพ้แก่ท่านแล้วท่าน
อิคคิว......และขอสรรเสริญในความคิดฉลาดหลักแหลม..ตนจิ..ได้. อย่างที่ไม่มีผู้ใดหาเสมอเหมือนได้อีกแล้ว..ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า..ช่วยเอาความ " ตนจิ " อันนี้ของท่านไปทำประโยชน์และ ช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากให้คลายความเดือดร้อนและทุกข์ใจด้วยเถิด " โชกุน
ซามะ ได้มอบ..โกะโฮบี(รางวัล) ให้กับอิคคิวมากมายเป็นการตอบแทน..อิคคิวจึงสัญญากับโชกุน ซามะว่า เพื่อเป็นการตอบแทนที่ท่าน โชกุนได้. มอบรางวัลให้.กับตนครั้งนี้ จะนำไปทำประโยชน์และช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อนและตกทุกข์ได้ยาก ให้คลายทุกข์โศรก และมีความสุขกัน...แล้วอิคคิวกับโอโช่ซัง ก็อำลากลับ

        อิคคิวเมื่อกลับมาถึงวัดแล้ว ก็รวบรวมผู้คนที่เดือดร้อนและตกทุกข์ได้ยากมารวมกัน แล้วป่าวประกาศว่า "ท่านโชกุน ซามะ ได้มอบรางวัลให้เรานำมาแจกจ่ายเพื่อช่วยคลายทุกข์ขณะนี้ของท่านทั้งหลายได้บ้าง..เราจะแบ่งให้กับท่าน ทุกคน..ขอให้พวกท่านทั้งหลาย จงมีกำลังใจและขยันขันแข็งต่อสู้เพื่อเป็นพลังของบ้านเมือง..ต่อไปในภายภาคหน้า ด้วยเถิด " ชาวบ้านชาวเมืองให้เป็นปลื่ม..จนน้ำตานองหน้ากันทั่วทุกคน..ซึ้งใจในความเมตตาของท่านโชกุน และอิคคิวอย่างเหลือล้น......

         จากนั้นเมื่อเวลาผ่านมาได้ไม่นานนัก...อิคคิวเมื่อเจริญวัยขึ้นมาก็มีความตั้งใจอันแรงกล้าที่อยาก จะอุทิตมันสมองของตัวเองเพื่อให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือประชาชนให้มากขึ้นไปอีกนั้น...ก็ออกเดินทาง ไปธุดงค์ตามหัวเมืองต่าง ๆและได้เดินทางจากวัด " อังโคก
คุจิ " ไป...หลวงพ่ออิคคิวได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่ง ประชากรนั้นทุกบ้านทุกครัวเรือน ต้องตกทุกข์ได้ยาก ข้าวปลาอาหารก็ขาดแคลน ให้แสนทุกข์เวทนาน่าสงสาร.... เหตุด้วยเป็นเพราะ โตโน่ ซามะ เจ้าของเมืองนั้นเป็นผู้ที่ลุ่มหลงและชอบสะสมของแปลก ๆจะเที่ยวหาซื้อมาเป็น เจ้าของครอบครองด้วยจำนวนเงินที่มาก ๆจะแพงเท่าไหร่ก็ไม่เคยนึกเสียดายอย่างใด...แต่จะใจดำต่อประชากรของ ตนและจะไม่เคยสนใจใยดีไม่ยอมเสียเงินแม้แต่เซ็นเดียวเพื่อช่วยเหลือ...คือจะปล่อยให้ตายไปตามยะถากรรมเอา เลยทีเดียว

        หลวงพ่ออิคคิวเมื่อทราบความดังนั้นก็ให้นึกสงสารและเห็นใจประชากรตาดำ ๆเป็นอย่างมากที่มีเจ้าเมืองเป็นโตโน่ ที่ใจดำแบบนั้น...ท่านเลยเอ่ยรับปากที่จะช่วยเหลือทันที โดยจะหาหนทางและเอาเงินจากโตโน่มาช่วยประชากรให้ จงได้ หลวงพ่ออิคคิวจึงได้มุ่งหน้าไปที่ปราสาทของโตโน่ผู้นั้นทันที...แล้วกลางทางก่อนที่จะไปถึงปราสาทนั้น หลวงพ่ออิคคิวได้เก็บกิ่งไม้ติดตัวท่านไปด้วยกิ่งหนึ่ง เมื่อท่านไปถึงต่อหน้าโตโน่ ซามะผู้นั้นแล้ว ก็ได้ยื่นกิ่งไม้ ที่ได้เก็บมาระหว่างทางกิ่งนั้นยื่นให้ แล้วเรียนบอกออกไปว่า " สิ่งนี้คือ " ไม้เท้าของ " โก โบ ไดจิ " ผู้มีชื่อเสียง

หมายเหตุ " โก โบ ไดจิ " นั้นเป็นพระผู้ที่มีชื่อเสียง อยู่ในระดับพระบิดาเลยทีเดียว เล่าลือว่า ไม้เท้าของท่านนั้นมีกายสิทธิ์เป็น " ไม้เท้าวิเศษ " เหตุที่ไม้เท้าอันนั้นดังมากก็เพราะว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งประชากรชาวนา ข้าวขาดน้ำ ฝนก็ไม่ตกลงมาเลยให้เป็นกันดารมาก ได้มีกลุ่มชาวนาไปร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากท่าน ท่านจึงใช้ ไม้เท้าอันนี้ของท่าน " เรียกฝน " ให้ตกลงมาใด้...ไม้เท้าของท่านอันนี้จึงมีชื่อเสียงโด่งดังมาก

        " โตโน่ ซามะ " เมื่อได้ยินหลวงพ่ออิคคิวบอกว่ากิ่งไม้ที่ยื่นให้เป็นไม้เท้าของ " โก โบ ไดจิ " เข้าเท่านั้น ก็ตาลุกวาว ด้วยต้องการที่จะเป็นเจ้าของอย่างสุดที่จะระงับได้รีบบอกให้หลวงพ่ออิคคิวขายให้กับตนทันทีเหมือนกัน " ขายให้กับเรา เถิดหลวงพ่อ เราจะสมนาคุณให้ท่านอย่างคุ้มค่าเลยทีเดียว " ด้วยเหตุนี้หลวงพ่ออิคคิวจึงได้รับเงินมามากมายมาจากโตโน่ และได้นำเงินนั้นออกแจกจ่ายให้กับพวกประชากรที่ตกทุกข์ได้ยากของเมืองนั้นไป...ทุกคนรับเงินไปด้วยน้ำตาที่นองหน้า เลยทีเดียว แต่ว่าขณะที่หลวงพ่ออิคคิวกำลังแจกจ่ายเงินให้กับประชากรอยู่นั้น บริวารข้าทาษของโตโน่ได้แอบมาเห็นเข้า และรู้เรื่องจริงด้วยว่า " ไม้เท้าวิเศษอันนั้นที่แท้ก็เป็นเพียงแค่กิ่งไม้ธรรมดา ๆเท่านั้น " และได้รีบนำเรื่องราวทั้งหมดไป กราบทูลโตโน่ในทันทีทันใด

         โตโน่เมื่อรับทราบเรื่องแล้วก็ให้เป็นทรงพิโรจน์ขึ้นมาอย่างมาก สั่งให้ทหารไปจับ หลวงพ่ออิคคิวมาลงโทษ... " มาหลอก ได้ว่ากิ่งไม้ธรรมดา ๆ เป็น " ไม้เท้าวิเศษของ " โก โบ ไดจิ " กับเราได้ เป็นพระที่ขี้โกหกหลอกลวงจริง ๆ " หลวงพ่ออิคคิว จึงได้ตอบกลับกับโตโน่ไปว่า " ฟังเราก่อนสิท่านโตโน่ เรามิได้โกหกหลอกลวงอะไรเลยเพราะไม้เท้าที่เราบอกขายให้กับท่าน นั้นก็เป็นไม้เท้าวิเศษเหมือนกับ ของท่าน" โก โบ ไดจิ " เหมือนกันนั่นแหละ..." โก โบ ไดจิ " นั้นได้ใช้ไม้เท้าของท่านนั้นช่วย เหลือผู้คนที่เดือดร้อน ด้วยการปล่อยน้ำออกมาจากไม้เท้าให้ใช่ไหม ? ส่วนเราก็เหมือนกัน...เราได้ใช้ไม้เท้าของเราเพื่อ ช่วยเหลือประชากรที่เดือดร้อนของท่านด้วยการ "เรียกเงินของท่านออกมาช่วยเหลือให้ได้ " นี่มันก็ไม่ได้เรียกว่า " ไม้เท้าวิเศษ " เหมือนกันหรือท่าน โตโน่ ซามะ !! "

        โตโน่ เมื่อได้ฟังดังนั้นก็ถึงกับนั่งอึ้ง " ฮื่ม...มันก็จริงอย่างที่ท่านว่านั่นแหละ...หลวงพ่อ " แล้วการกระทำของหลวงพ่อ อิคคิวนั้นก็เพื่อหวังที่จะช่วยเหลือประชากรของตัวท่านเอง...และเป็นประชากรที่ท่านมิเคยได้เหลียวแลหรือห่วงใยอัน ใดทั้งสิ้นมาก่อนเลย...โตโน่ ซามะ จึงได้เกิดคิดขึ้นมาได้ว่าที่ตัวท่านทำมาทั้งหมดนั้นเป็นความคิดที่ผิด ๆและสำนึกขึ้น มาได้ ท่านจึงย่อตัวลงทำการคำนับให้ต่อหน้าหลวงพ่ออิคคิว " เราทำผิดและคิดผิดไปแล้วหละ หลวงพ่อ...ต่อแต่นี้เรา จะกลับใจเสียใหม่ " และจากนั้น โตโน่ ซามะท่านนั้นก็กลับใจได้จริง ๆ คือหันมาเอาใจใส่ต่อประชากรของท่านอย่าง จริงจังอย่างที่ท่านได้สัญญาบอกกับหลวงพ่ออิคคิวไว้ จึงเป็นด้วยเหตุดังนี้ ประชากรของเมืองนั้น จึงได้รับความเป็น ธรรมขึ้นมาได้และอาศัยอยู่กันอย่างสงบสุขต่อมา....นี่เป็นเพราะมันสมองของหลวงพ่ออิคคิวท่านแท้ ๆเลยจริง ๆ

        จากนั้นมาวันหนึ่งมีจดหมายเรียนเชิญหลวงพ่ออิคคิว มาจาก มหาเศรษฐีที่ชื่อว่า " ชิมเป้ " ในจดหมายนั้นต้องการเรียน เชิญอย่างเร่งด่วนให้หลวงพ่ออิคคิวไปหาที่ปราสาทของตน...พอดีวันนั้นเป็นวันที่หลวงพ่ออิคคิวท่านเผอิญเพิ่ง จะย้อนกลับมาจากที่ไปออกธุดงค์มาพอดีและด้วยความรีบร้อนจนเกินไปของท่าน จึงเดินทางไปที่ปราสาทของมหา เศรษฐี" ชิมเป้ " ทั้งในชุดจีวรชุดเก่าที่สกปรกด้วยอยู่ในระหว่างเดินทางไปทั้งชุดเดิมนั้นเลย โดยมิได้เปลี่ยนเสียก่อน ด้วยคิดว่ามหาเศรษฐี" ชิมเป้ " นั้นท่านคงมีเรื่องร้อนที่อยากจะให้ช่วยจึงได้รีบไป...เมื่อเดินทางไปถึงที่หน้าปราสาท ของมหาเศรษฐี" ชิมเป้ " แล้วนั้นคนเฝ้าประตูปราสาทเห็นพระใส่จีวรสกปรก ก็ออกปากไล่ทันที " ไป..ออกไปให้พ้น ๆ ที่นี่ไม่ต้อนรับพระที่แต่งตัวสกปรก มาได้อย่างไร ? ที่นี่เป็นปราสาทของมหาเศรษฐี "ชิมเป้ " เชียวนะจะบอกให้..."

           หลวงพ่ออิคิวท่านก็ไม่พูดโต้ตอบว่ากะไร เพียงแต่แค่ย้อนไปที่วัดแล้วจัดการเปลี่ยนชุดจีวรเสียใหม่ แล้วทีนี้ก็ตั้งใจแต่งเสีย เต็มยศเลยทีเดียว แล้วท่านจึงย้อนกลับมาที่ปราสาทของมหาเศรษฐี "ชิมเป้ " อีกครั้ง เมื่อไปถึงแล้วคนเฝ้าประตูเห็นหลวง พ่ออิคคิวแต่งตัวเต็มยศน่านับถือ ก็เลยตาลีตาเหลือกไปบอกให้มหาเศรษฐี "ชิมเป้ " ออกมาเชิญให้เข้าไปข้างใน ทุกคน ในปราสาทรีบออกมาต้อนรับกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาเลยทีเดียว " เชิญ ๆเลยท่านอิคคิวพวกเราตั้งหน้าตั้งตาคอยการ มาของท่านกันอยู่ " อะไรจะอย่างนี้ก็ไม่รู้ทีเมื่อตะกี้ไล่อย่างกะหมูอย่างกะหมา หลวงพ่ออิคคิวเลยเกิดโมโหขึ้นมา " เมื่อ สักครู่นี้และตอนนี้ ข้างในนั้นที่มาทั้งสองครั้งก็อิคคิวคนเดียวกัน ตัวแท้ ๆก็คือเรา "อิคคิว " เอง...ที่แท้นั้นก็เพียงต้องการให้ ใส่ชุดที่น่าภูมฐานมาเท่านั้นเองใช่ไหมละนี่หือ ? "

         " คนดีที่น่านับถือนั้นไม่ได้อยู่ที่ด้านนอกหรือว่านับจากเสื้อผ้าอาภรณ์ที่แต่งอยู่แต่ภายนอกเท่านั้น น่านับถือและยกย่องนั้น ทุกอย่างต้องนับกันที่ตัวและหัวใจของบุคคล คนนั้นถึงจะถูก นี่พวกท่านนั้นนับถือชุดที่เราใส่มาเพียงอย่างเดียวใช่ไหม ??" หลวงพ่ออิคคิวเมื่อกล่าวเสร็จแล้วก็ถอดชุดจีวรชุดที่ท่านใส่มาเสียเต็มยศชุดนั้นออกวางกองไว้ให้ท่านมหาเศรษฐี " ชิมเป้ " แล้วกลับวัดไปทั้งชุดด้านในซึ่งเป็นชุดเก่าของท่านที่มาเมื่อครั้งก่อน ท่ามกลางความตกใจของทุกคนในปราสาทนั้นเลยทีเดียว

         อีกด้าน...หลวงพ่ออิคคิวท่านยังหมั่นฝึกฝนหาความรู้ทางธรรม ด้วยความอุสาหะและพร้อมกันนั้น ก็ยังใช้มันสมองอันเชียบแหลมของท่านช่วยเหลือผู้คนไปด้วย..หลวงพ่ออิคคิวศึกษาทางธรรมดำรงอยู่ใน พระพุทธศาสนาจนบรรลุถึงขั้นสูงสุดและได้เป็นถึงเจ้าอาวาทของวัดที่ใหญ่โต และมีชื่อเสียงมากวัดหนึ่ง ประชาชนทุกคนให้ความเคารพนับถือ และสรรเสริญ ในความดีของหลวงพ่ออิคคิวกันทุกถ้วนหน้า...

...... ครับจบแล้ว..เป็นอย่างไรบ้างครับ..เรื่องราวประวัติความเป็นมาของท่านอิคคิวในช่วงหนึ่ง..ตามประวัติกล่าวไว้ว่า.. ท่านอิคคิวเจริญอยู่ในธรรมจนถึงขั้นสูงสุดและ
อยู่ในร่มโพธิ์ร่มไทรของพระพุทธศาสนาจนตราบเท่าสิ้นอายุขัย ของท่านเลยทีเดียวครับ..น่านับถือนะครับ