58 นาที ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์

 

58 นาที ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์

โดย ชัชวนันท์  สันธิเดช
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
http://artdragon.hi5.com

รองแชมป์ "แฟนพันธ์แท้" ความสัมพันธ์ไทย-จีน

  


        คราวที่แล้วได้เล่าให้ฟังถึงเชื้อสายจีนในกายของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช คราวนี้จึงขอเล่าต่อถึงผลงานของท่าน ในการเขียนประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย - จีนหน้าใหม่ขึ้นมา จะเป็นอื่นไปเสียไม่ได้ นอกจากการเดินทางไปปักกิ่ง เพื่อลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย - จีน อย่างเป็นทางการ ของอดีตนายกฯจากซอยสวนพลูนั่นเอง

        ก่อนหน้าที่คุณชายคึกฤทธิ์จะบินไปปักกิ่ง ประตูความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติถือได้ว่าปิดสนิทมานาน ซึ่งเป็นเพราะรัฐบาลไทยยุคก่อนหน้านั้นเกรงกลัวอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่แทรกซึมเข้ามาในประเทศจนแผ่ซ่านไปทั่ว จึงตัดสินปิดประตูความสัมพันธ์กับรัฐบาลแดนมังกร ซึ่งแม้ว่าเรื่องราวทางการค้ายังดำเนินต่อไปได้ แต่ความร่วมมือทางการเมืองที่ลุ่มๆดอนๆมาตลอดนั้น มีแต่จะเลวร้ายลงทุกที

        ผมไม่อยากลงรายละเอียดมากนัก เพราะเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายคนคงได้ยินเรื่องราวเหล่านี้กันมาบ้างแล้ว จะเล่ายืดยาวไปก็ซ้ำซากน่าเบื่อ จึงอยากเน้นไปยังสิ่งที่น่าสนใจ และคนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ

        จะมีใครรู้บ้างว่า ขณะที่นายกฯไทยเดินทางไปปักกิ่งนั้น โจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีนซึ่งเป็นผู้ลงนามร่วมกับนายกฯคึกฤทธิ์ของไทย กำลังทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ทำให้ผู้ใหญ่ฝ่ายเราต้องหอบหิ้วเอาเอกสารข้อตกลงสถาปนาความสัมพันธ์ฯไปให้ท่านโจวเซ็นถึงโรงพยาบาล

        อีกทั้ง เหมาเจ๋อตุง ประธานาธิบดีผู้ทรงอิทธิพลของจีน ซึ่ง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ไปพบปะพูดคุยด้วยนั้น ไม่ใช่คนที่เข้าถึงได้ง่ายๆเลย แม้คุณชายคึกฤทธิ์เอง ในครั้งแรกก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้เข้าพบประธานเหมาหรือไม่ เพราะคนอย่างท่านเหมานั้น ไม่เคยง้อใคร ไม่สนใจว่าใครจะใหญ่มาจากไหน

        อย่างไรก็ตาม ผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 2 ก็ได้พบปะพูดคุยกันในที่สุด และเป็นที่มาของภาพ คึกฤทธิ์ จับมือ เหมา เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2518 ซึ่งเป็นภาพประวัติศาสตร์มาจนทุกวันนี้ ( มีอยู่ภาพเดียวเท่านั้นนะครับ )

        ยิ่งไปกว่านั้น แทนที่ท่านทั้ง 2 จะสนทนากันพอเป็นพิธีตามประเพณีทางการทูตทั่วไป กลับกลายเป็นว่ายิ่งคุยยิ่งถูกคอ ไปๆมาๆ จึงลากยาวไปจนเกือบหนึ่งชั่วโมง ถ้าจะเอาเวลาเป๊ะๆแบบที่รายการแฟนพันธุ์แท้ชอบถามล่ะก็ … “ นายกฯคึกฤทธิ์ ” และ “ ประธานเหมา ” สนทนากัน “58 นาที ” พอดีพอดิบ

        เป็น 58 นาที ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากหลังมือเป็นหน้ามือ !!

       “ การทูตเชิงรุก ” เป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง สำหรับทุกประเทศที่ต้องการผงาดขึ้นมาเป็นผู้เล่นตัวสำคัญในเวทีโลก ที่สำคัญคือ ต้องอาศัยทั้งความกล้าหาญ ความเข้มแข็งของผู้นำประเทศ และการวางกลยุทธ์อย่างลึกซึ้งเป็นขั้นเป็นตอน

        ที่น่าสังเกตคือ หลังจากยุคของนายกฯคึกฤทธิ์ผ่านไป 10 กว่าปี ผู้มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ครั้งนั้น ได้แก่ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน รมต . ต่างประเทศ ซึ่งขึ้นเครื่องบินไปเมืองจีนพร้อมกับท่าน และนาย อานันท์ ปันยารชุน ยอดนักการทูตผู้กรุยทางให้เกิดการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย - จีน ก็ได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยทั้ง 2 คน !!